วาเลนไทน์ เวทมนตร์ อลหม่าน

My Magical Valentine

 

ตอน


คำสาป


 

 

Note: นี่คือโปรเจ็กต์ที่มีนักเขียนสี่คน แบ่งเป็นสามตอน แต่สามารถแยกกันอ่านได้ เพราะทุกคนพยายามเขียนให้เหมือนจบในตอน แต่ก็อ่านต่อกันได้เป็นอย่างดี วาเลนไทน์ เวทมนตร์ อลหม่าน....

Part.1. วาเลนไทน์

Part.2. อลหม่าน

Part.3 เวทมนตร์ 

ต้องบอกไว้ก่อนว่าอันนี้ไม่ใช่อันจริงค่ะ ดิฉันรับพาร์ทคลี่คลาย (คือมีพาร์ทต้นเรื่อง ปัญหา และตอนที่คลี่คลาย) ซึ่งคลี่คลายมีคนเขียนสองคน คือวายกับไม่วาย แต่ดิฉันได้วายค่ะ แต่ก็ดันมีสองพล็อต และคนอื่นยังเงียบกันอยู่ เลยเขียนอันนี้ออกมาเพื่อระบายพล็อต และกระตุ้นยอดเขียนของท่านอื่นๆในฐานะตัวเริ่มโปรเจ็กท์ค่ะ ส่วนอันจริงคงจะต้องรออ่านของคนอื่นก่อนเพราะรับตอนสามมา ...

 

เชิญอ่านเลยค่ะ แต่ไม่ขำเลยนะไม่ได้ปล่อยมุข 

นี่เพลงประกอบ 

something about us เป็นเพลงที่ฟังทีไรจะร้องไห้ทุกที ดังนั้นจึงเป็นเพลงที่ชอบ แต่ไม่มีในเพลย์ลิสท์ เพลงเขาดีจริงอะไรจริง โดยไม่ต้องมีประสบการณ์ร่วมก็อิน 

มีเธอ ไม่ตรงเท่าไหร่แต่ความหมายดี (เพลงบนก็ไม่ตรงหรอก) 

 

 

************

 

หนุ่มสูงโปร่ง ผมดำหยักศก หน้าตาและการแต่งตัวเหมือนเชอร์ล็อกโฮล์มสแต่สีหน้าแววตาเป็นมิตรกว่ามากถือกาน้ำชามาวางต้อนรับแขกและเชิญผู้มาเยือนนั่งที่โซฟา(เพราะถ้ายืนมันจะเมื่อย) เขามองแขกหนุ่ม ที่ไมครอฟท์แอบกำชับเบาๆให้เรียกว่า “ท่าน” ทั้งที่ดูยังไงก็ไม่น่าแก่เกินยี่สิบเจ็ดอย่างขำๆ ก่อนจะแนะนำตัวว่า "สวัสดีครับ...ผม วัทสัน" แล้วนั่งลงข้างเพื่อนสนิท ที่ตอนนี้นั่งพนมมือหน้าบูดบึ้งยองโย่ยองหยกอยู่บนโซฟา แล้วที่เขาไม่รู้ก็คือ มันกำลังเขม่นทรงผมหยิกเป็นก้อนบนหัวที่เขาเซ็ทไม่ค่อยจะเป็น

 

เพราะเพิ่งมาอยู่ในร่างนี้ได้ไม่กี่วัน... 

 

“ท่านเอ็มริสเป็นผู้ใหญ่ใน MI6 พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรปภาคตะวันตก” นั่นคือคำอธิบายของไมครอฟท์ประกอบการกำชับกลายๆให้เรียกว่า "ท่าน"

 

แต่อะไรก็ไม่น่าจะแปลกอีกต่อไปแล้ว เพราะอย่างน้อยในโลกนี้ก็มีแม่มด แล้วไม่ได้อยู่ไกลตัว ... ดันเป็นคนที่จอห์นเดท...แต่เธอไม่บอกแล้วใครจะไปรู้...แม่มดก็เป็นผู้หญิง มีทุกสิ่งธรรมด๊าธรรมดา ยิ้มแย้มช่างเจรจา งามสง่าน่าชิดเชยชม แต่พอเธอโมโหในวันวาเลนไทน์ที่เขาดันไปขลุกอยู่กับเชอร์ล็อก แม่มดก็ได้สาปให้เขาและเชอร์ล็อกสลับร่างกันมาสามวันเต็ม

 

 

 “คำสาปนี้แรงมากนะ…ถ้าแก้ด้วยเวทมนต์มันจะอันตรายมาก” พ่อมดเริ่มพูดหลังจากลงนั่งไม่ถึงอึดใจ 

 

“แต่ถึงยังไง ทุกคำสาป…ถ้าไม่แก้ด้วยเวทมนต์ จะมีทางแก้ที่ไม่ใช้คาถาอยู่วิธีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคำสาปที่แรงแค่ไหน สาปให้เป็นอะไรก็ตาม…คือต้องแก้ที่ใจ….

 

 

 ……ลองหาความคิดที่ทำหน้าที่คล้ายๆคำสาป ในใจตัวเธอดูสิ…” พ่อมดเบิ่งตาโตเหมือนจะถามชื่อต้น

 

“จอห์นครับ”

 

“เชอร์ล็อก”

 

“โอเค จอห์น…เชอร์ล็อก”

 

 “ความคิดอะไรก็ได้หนะ ที่คิดว่าวันนึงมันจะทำให้พวกเธอต้องเสียดาย….เพราะไม่ทำมันในขณะที่ยังมีโอกาส…”

 

“ถ้าผมไม่มีปม ไม่มีความคิดที่จะทำให้การดำเนินชีวิตผิดพลาด … ก็ไม่ต้องแก้กันหละสิทีนี้…เห้ออออ ผมว่าจอมเวทย์มือหนึ่งคงเป็นยัยอะไรนั่น...”

 

“เกรซ” จอห์นรีบตอบ เผื่อเกรซจะโมโหขึ้นมาอีก ไม่แน่ว่าเธออาจจะแอบฟังอยู่….เพราะตอนนี้เขาหลอนไปหมด แม้ว่าจะอยู่ในมือพ่อมดที่เก่งที่สุดในเกาะก็ตาม

 

“เออ…ยัยนั่นแหละจอห์น…ซะมากกว่าละมั้งครับ” เชอร์ล็อกถามอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ที่พ่อมดยิ่งใหญ่ยังแก้ปัญหาเขาไม่ได้

 

“เออ… จะว่าไปแล้วก็ถูกนะ ฉันก็ไม่ได้เก่งนักหรอก…แต่ตอนนี้มันก็มีพ่อมดหมอผีอยู่แค่นี้แหละที่พอจะช่วยพวกพวกเธอได้” พูดจบแล้วก็หัวเราะอย่างสดใส จอห์นเห็นแล้วยังรู้สึกเอ็นดูอย่างแปลกประหลาด

 

“คำสาปมันมีรากนะ”

 

ในเมื่อผู้ฟังทั้งคู่ทำสีหน้าให้พ่อมดแก่แต่ดูหนุ่มได้รู้ว่าเมื่อกี๊เขาตักน้ำรดหัวตอเลยต้องอธิบายเพิ่มความกระจ่างใหม่…

 “คำสาป มันเป็นเวทมนตร์ก็จริงแต่มันก็ต้องการพื้นที่ที่จะปฏิบัติการที่เหมาะสม และนั่นก็คือ ใจที่โดนเคลือบคลุมด้วยความคิดใดๆก็ตาม ที่จะทำให้เจ้าของร่างกายนั้นต้องเสียดายเมื่อโอกาสทั้งหลายมันผ่านไปแล้ว ยิ่งเรื่องนั้นรุนแรงมาก คำสาปก็จะส่งผลรุนแรงมาก ดังนั้น…ถ้าไม่มีความคิดที่จะทำให้เสียดายทีหลังอยู่ในหัวหละก็…มันยิ่งกว่าแก้ไม่ได้ซะอีก…เรียกได้ว่าไม่ต้องแก้เลยหละ… ไม่มีพ่อมดแม่หมอคนไหนหรอก ที่จะสาปคนที่ใช้ชีวิตโดยปราศจากเหตุแห่งความเสียดายได้…

 

…..พูดง่ายๆ เธอสองคนถึงแม้จะไม่โดนคำสาปนี้ ก็โดนสาปอยู่แล้วหละ ….

 

 … ดีซะอีก จะได้ถือโอกาสสะสางปัญหาทางใจ…ปัญหาคือจะหามันเจอหรือไม่ ถ้าหาได้เมื่อไหร่ให้พี่ชายทำเรื่องผ่านกระทรวงกลาโหมขอเข้าพบฉันอีกทีก็แล้วกัน แล้วจะทำพิธีถอนสาปให้”

 

“เออนี่…” เอ็มริสรีบพูดต่อ เพราะเด็กสองคนตรงหน้ามีท่าทางสิ้นหวัง

 

“แต่พวกเธอก็ไม่ต้องกลัวไปหรอก ถึงแก้ไม่ได้ แต่สาปทับได้ ที่ต้องสาปทับเพราะจุดปฏิบัติการของคำสาปมันต้องเป็นที่เดียวกัน เพราะฉันสาปคำสาปเดียวกัน ในเมื่อมาทีหลังแต่เป็นจุดเดียวกัน…มันเลยเป็นได้แค่กาฝาก….อานุภาพเลยน้อยกว่า…นี่เป็นคุณไสยที่จะทำให้เธอสองคนสลับร่างกันอีกรอบ พลังของฉันจะทำให้เธอสลับร่างกันได้สักสามสิบห้าปีเต็มเหยียด

 

“…. นี่…อยู่ในขวดนี้”  พ่อมดผู้ทรงอำนาจที่จอห์นมองเป็นเด็กหนุ่มซนๆ พูดจบก็เอาขวดสีเหลืองๆ มาเขย่าๆ ท่องอะไรงึมๆงำๆ ตาก็วาวๆเหลืองๆวึ้งๆจนจอห์นตะลึงกับเอฟเฟ็ก แล้วก็เทไอ้ขวดที่ว่าลงในกาชาที่เหลือน้ำชาอยู่แค่ไม่ถึงครึ่ง เชอร์ล็อกที่นั่งไม่ขยับอะไรเลยนอกจากปากมาเป็นชั่วโมง รีบยื่นมือไปคว้ากาน้ำชา แต่ท่านเอ็มริสมือไวกว่ายื้อชาไว้ก่อน เพราะเชอร์ล็อกไม่ชินกับระยะแขนเท่านี้เลยพลาดท่า ….

 

 “ยังกินไม่ได้!!!” เอ็มริสหยิบนมออกจากกระเป๋ามาหนึ่งขวด แล้วเทลงไปในกา “

 

 “…มัน….ต้องเติมนมเพราะยังไม่ครบสูตรเหรอครับ” จอห์นที่ยืนอยู่ข้างๆเชอร์ล็อกถามอย่างสนใจ

 

“หึ” พ่อมดหนุ่มส่ายหัวดิกๆ

 

“เติมนมเพราะมันหวานหนะ….”

-    -    -     -     -     -      -

หลังจากทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติ พ่อมดได้ให้เบอร์ส่วนตัวไว้จะได้ไม่ต้องทำเรื่องผ่านกระทรวงให้วุ่นวายก่อนทำพิธีเพราะต้องหาปมให้พ่อมดตรวจดู แล้วจะเฉลยก็ไม่ได้เลยต้องถามกันหลายๆครั้ง แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะล้มเลิกตั้งแต่สองครั้งแรกแล้วก็อยู่เป็นเพื่อนกันมาจนถึงวัยเกษียณ จอห์นก็ผ่านการมีภรรยาและลูกหลายคน จอห์นและเชอร์ล็อกตกลงกันว่า ถ้าใกล้เวลาเมื่อไหร่ให้จอห์นบอกภรรยาและลูกๆเรื่องราวทั้งหมดและแลกที่กันอยู่ ซึ่งตอนนี้ลูกๆของจอห์นก็เรียนจบแต่งงานแต่งการมีหลานให้อุ้มกันไปหมดแล้ว  ส่วนเชอร์ล็อกก็เลี้ยงผึ้งที่บ้านไร่ในซัสเส็กส์มาแล้วหลายปี

 

ไม่สิ…. เจ็ดปีเต็มๆแล้วนะ ที่เขาทั้งสองไม่ได้เจอกัน แล้วก็สามปีแล้วที่ภรรยาของจอห์นได้เสียชีวิตลง ….

 

เจ็ดปีมานี้จอห์นใช้ชีวิตเรียบง่ายในเมืองกับครอบครัว  สิ่งเดียวที่ยังติดค้างในใจจอห์น คือ ทำไมเชอร์ล็อกถึงไม่เคยตอบการ์ดหรือจดหมายที่เขาส่งไปหาเลย โทรศัพท์ก็ไม่เคยรับ ส่งมาแต่รายงานสุขภาพ และเขียนกำกับไว้ว่า รักษาสุขภาพนะ….จนเขารู้สึกว่าเชอร์ล็อกคงไม่ใยดีเขาอีกต่อไป ที่เขียนมาก็คงจะแค่กลัวจะได้ใช้ร่างกายที่ไม่ดี ….ผิดกับเมื่อก่อนเชอร์ล็อกสนใจเขานัก ก็เพราะเห็นประโยชน์ในการเล่นสนุกด้วยกัน ตอนนี้เชอร์ล็อกไม่ใช่นักสืบมือทองอีกแล้ว เชอร์ล็อกได้กลายเป็นเกษตรกรเต็มรูปแบบ ดังนั้นก็ไม่แปลกอะไรที่เชอร์ล็อกจะไม่จำเป็นต้องถือว่าเขาเป็นเพื่อน

 

….หรือแม้กระทั่งคนรู้จัก….

จอห์นได้แต่ถอนหายใจ หลายปีมานี้เขานึกเรื่องนี้ขึ้นมาทีไรก็รู้สึกเสียใจอยู่ข้างในหน่อยๆ เหมือนชิ้นส่วนบางชิ้นลึกๆในใจมันหายไป แต่พอเป็นแบบนี้ทีไรเขาก็จะพยายามคิดเรื่องอื่น หาอะไรทำ….แล้วไประบายความอยากรำลึกถึงเรื่องเก่าๆโดยการเล่าเรื่องเชอร์ล็อกให้หลานๆฟังอยู่บ่อยๆ แต่ลูกหลานไม่เคยเห็นการ์ดหรือเห็นจอห์นรับโทรศัพท์จากเชอร์ล็อกเลย แล้วก็เห็นว่าจอห์นคิดถึงเพื่อน เลยลองคิดจะพาจอห์นไปเยี่ยมเชอร์ล็อกที่บ้านดู เผื่อว่าจริงๆแล้วเชอร์ล็อกยังอยากเจอจอห์นอยู่ แค่ยุ่งหรือไม่มีเวลา 

 

…. จนวันนึงลูกของจอห์นพาพ่อไปหาเชอร์ล็อกถึงหน้าบ้าน

 

ถึงแม้ว่าตอนเก็บของ เขาจะเก็บไปคิดไป…ว่าเชอร์ล็อกน่าจะเจอเขาแล้วคงไม่ได้ขับไล่ไสส่ง แต่ก็คงไม่ได้ติดหนึบเหมือนก่อน ด้วยเหตุเพราะหมดประโยชน์ แต่ก็อดใจเต้นไม่ได้ ว่าถ้าเชอร์ล็อกเจอเขาแล้วต้อนรับแบบเย็นๆชาๆขอไปทีแล้วเขาจะรู้สึกยังไง ในขณะที่จอห์นกำลังตื่นเต้น ประตูเหล็กสีแดงก็ถูกเลื่อนเปิดออกด้วยแรงคนงานหนุ่มหนึ่งคน เผยให้เห็นเชอร์ล็อกและบ้านไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ลิบๆท้ายไร่ เชอร์ล็อกมองเขาอย่างคิดถึง..ใช่ จอห์นรู้สึกได้….แล้วก็ค่อยๆเดินเข้ามากอด….แม้ว่าเชอร์ล็อกจะแก่น้อยกว่าจอห์น แต่ก็นับว่าดูหง่อมลงกว่าตอนที่เจอเขาครั้งสุดท้าย เชอร์ล็อกกอดเขาอย่างแนบแน่นอยู่นานโดยไม่พูดอะไรเลย…จนจอห์นหันไปอีกทีลูกๆก็พากันขับรถหนีเห็นแต่ฝุ่นแดงฟุ้งตลบไปทั่ว ก่อนที่เขาจะบอกเชอร์ล็อกไปอย่างไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะพูดออกไปได้

 

“ขออยู่เลยได้ไหมเนี่ย”

 

“เอาสิ...หดลงเป็นเห็ดฟางแบบนี้ยังทำงานไหวก็มาอยู่ด้วยกัน” เชอร์ล็อกยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน เชอร์ล็อกเปลี่ยนไป กำแพงในตัวของเขายังอยู่ แต่มันต่ำลงไปมาก เขามัวแต่ดีใจที่เชอร์ล็อกไม่ได้ใจจืดกับเขาอย่างที่คิดและได้เห็นได้เจอทั้งที่ไม่ได้พบกันมานาน จนลืมสงสัยว่า ถ้าจะเอากูมาทำงานกรรมกรแล้วไอ้หนุ่มๆล่ำๆพวกนี้จะเก็บไว้ทำอะไรมิทราบ…

 

“ฉันยังฉีดยาได้หนะเชอร์ล็อก ส่วนเรื่องอื่นๆก็สอนฉันหน่อยแล้วกันนะ” จอห์นบอกยิ้มๆ ก่อนส่งกระเป๋าให้เด็กคนงานยกเข้าบ้าน แล้วอยู่ๆจอห์นก็รู้สึกถึงมือของเชอร์ล็อกที่มาวางบนบ่าเพราะเชอร์ล็อกกำลังโอบเขาอยู่

 

“แล้วทำไมไม่เคยตอบจดหมายหรือส่งการ์ดไปหาฉันบ้างเลยเหละเชอร์ล็อก” จอห์นเข้าประเด็นที่เขาคาใจมานานแสนนาน

 

เชอร์ล็อกไม่ตอบ แต่สีหน้าก็ยังยิ้มอยู่ เขาก้มลงยิ้มกับอกตัวเองไปจนถึงในตัวบ้าน ก่อนเขาทั้งสองคนจะนั่งลงบนโซฟาที่นุ่มสบายกลางบ้านไม้กว้างใหญ่ของเชอร์ล็อก แล้วทุกอย่างก็ไหลลื่นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่นั่งคุยสารทุกข์สุขดิบ โดยเชอร์ล็อกโชว์อนุมานว่าเกิดอะไรขึ้นกับจอห์นบ้าง แล้วก็ชวนดูนั่นดูนี่กันจนค่ำ กินดินเนอร์ด้วยกันพร้อมกับคนงานทั้งหมด ไล่ไปเรื่อยทุกกิจวัตรจนถึงวันที่ลูกสาวของจอห์นมารับกลับ จอห์นก็ทำหน้าตกใจ แล้วก็หัวเราะออกมา บอกลูกว่าคงไม่กลับไปแล้ว เดี๋ยวพ่อจะเขียนการ์ดไปหาขอโทษด้วยที่ลืมบอก ลูกๆของจอห์นก็ไม่ว่าอะไร เพราะหลังจากแม่ตายจอห์นก็เหงาๆ เพื่อนฝูงหลายคนก็ไม่มีเวลามานั่งคุยด้วย บางคนก็ล้มหายตายจาก เลยเป็นอันว่าจอห์นก็ได้กลับมาอยู่ชายคาเดียวกับเชอร์ล็อกอีกครั้ง

 

หลังลูกกลับไป เชอร์ล็อกก็สั่งคนงานมากั้นห้องนอนใหญ่ๆของเขาให้เป็นห้องนอนของจอห์นอีกห้อง แล้วเอาเตียงไม้ที่เขาเก็บไว้สำรองเผื่อว่าคนงานจำเป็นต้องมาค้างที่บ้านออกมาหนึ่งชุดแล้วก็ช่วยกันประกอบกับจอห์น ที่เขาและจอห์นตัดสินใจนอนห้องเดียวกันเพราะ ต่อไปจะได้คอยเตือนกันเรื่องหยูกยา พากันออกกำลังกาย ใครทำอะไรหนักไปอีกคนก็ช่วยปราม ไหนๆอยู่ด้วยกันแล้วดูแลกันให้เต็มที่ไปเลยดีกว่า เผื่อเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต หรื